กำเนิดแห่งบาป!

หาก "นีโอ"(Neo) หรือ "เดอะ วัน"(The One) มีฐานะเป็นเสมือนพระเมสสิอาห์หรือ "ผู้ไถ่บาป" เช่นเดียวกับพระเยซู แล้วสิ่งใด?คือ "บาป" ที่นีโอต้องไถ่ถอนให้มนุษยชาติ ภารกิจของพระเยซูในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่เกิดขึ้นเพราะมีการอ้างถึงแนวคิดเรื่อง "บาปกำเนิด" (Original sin) ในภาคพันธสัญญาเก่า หากแต่ไตรภาคเดอะเมทริกซ์ กลับนำเสนอภาพของมนุษย์ในฐานะผู้ถูกกระทำที่ต้องชดใช้ผลของ "บาป" เพียงฝ่ายเดียวในทันที...แล้วบาปกำเนิดขึ้นเมื่อใด?...คำตอบนี้อยู่เมทริกซ์ภาคการ์ตูน...

- นีโอ ผู้ไถ่บาป! มนุษยชาติ (รูปซ้าย ภาพจาก ภาค2, ขวา ภาค 1) : คลิปล่างภาพ ฉากรวมมิตรจากภาพยนตร์ทั้ง 3 ภาค -

การ์ตูนแอนิเมชั่นชุด The Animatrix มีทั้งหมด 9 ตอน เนื้อเรื่องในแต่ละตอนไม่มีความเกี่ยวข้องอย่างใดกันมากไปกว่าเป็นเนื้อเรื่องปลีกย่อยของภาพยนตร์ไตรภาคเดอะเมทริกซ์ เหตุการณ์ของแต่ละตอนเกิดขึ้นในช่วงเวลาตั้งแต่ก่อนที่จะเกิดระบบเมทริกซ์ขึ้น ไปจนถึงช่วงรอยต่อระหว่าง The Matrix(ภาค1) กับ The Marix Reloaded การ์ตูนในลำดับที่ 2 และ 3 ของแอนิเมชันชุดนี้มีชื่อว่า The Second Renaissance Part I และ Part II ถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช่วงเวลาแรกสุดในภาพยนตร์ชุด เดอะเมทริกซ์ ทั้งหมด และยังเป็นตอนที่ตอบคำถามที่ได้ตั้งไว้ก่อนหน้านี้ได้เป็นอย่างดี นั่นคือ "มนุษย์ทำสิ่งใดลงไป จึงทำให้ต้องมี "เดอะ วัน" มาช่วยไถ่บาป"

- ตัวอย่างฉากใน The Animatrix : "The Second Renaissance" -
 

The Second Renaissance เริ่มต้นด้วยการเปิดไฟล์ข้อมูลลำดับที่ 12-1 ในหอประวัติศาสตร์ของนครไซออน ว่าด้วยยุคสมัยในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 21 ที่เรียกกันว่า "ยุคเรอเนสซองส์ที่สอง" ซึ่งวิทยาการของมนุษย์เจริญขึ้นถึงขีดสุด มนุษย์สามารถพัฒนา Artificial intelligence(AI) หรือ "ระบบปัญญาประดิษฐ์"ขึ้นมา และทำให้เครื่องจักรและหุ่นยนต์มีความรู้สึกนึกคิดและจิตใจใกล้เคียงมนุษย์มาก แต่มนุษย์ก็ยังคงใช้งานเครื่องจักรอย่างหนักและปฏิบัติกับหุ่นยนต์ในอาณัติเหมือนเป็นสิ่งของที่พร้อมจะทิ้งขว้างเมื่อใดก็ได้ พวกเครื่องจักรที่มีชีวิตจิตใจต่างก็เก็บความขมขื่นไว้ในใจและตั้งหน้าตั้งตารับใช้มนุษย์ต่อไป จนกระทั่งหุ่นยนต์รหัส "B1-66ER" ทนให้เจ้านายชาวมนุษย์กดขี่ข่มเหงต่อไปไม่ไหว จึงลงมือสังหารครอบครัวเจ้านาย หลังจาก B1-66ER ถูกตัดสินให้โดนทำลายทิ้ง มนุษย์ที่รู้สึกไม่ค่อยดีกับเครื่องจักรเป็นทุนเดิม(*อาทิ ชนชั้นล่างผู้ประกอบอาชีพใช้แรงงานอันเป็นคนส่วนใหญ่ในสังคม ต้องตกงาน! ด้วยหุ่นยนต์สามารถแทนมนุษย์ได้แทบทุกอย่าง และทำได้ดีกว่าอีกต่างหาก) ก็ก่อเหตุจลาจลสังหารหมู่หุ่นยนต์ในแต่ละที่ จนหุ่นยนต์ที่เหลือตัดสินใจอพยพพวกพ้องตนออกจากเมืองของมนุษย์ไปตั้งรกรากในภูมิภาคตะวันออกกลาง เกิดเป็นนคร "01" (ซีโร่-วัน) ที่มีประชากรทั้งหมดเป็นเครื่องจักร-หุ่นยนต์ AI

- นครซีโร่-วัน ของหุ่น AI -

นครเครื่องจักรสามารถพัฒนาวิทยาการได้ก้าวหน้ากว่าอารยธรรมใดๆ ที่มนุษย์เคยมี ทั้งยังส่งออกสินค้าที่มีคุณภาพมากกว่าของที่มนุษย์ผลิตเข้ามาตีตลาดแข่งกับมนุษย์ ทำให้มนุษย์ที่ยังคงไม่ยอมรับว่าเครื่องจักรเท่าเทียมกับพวกตน รู้สึกว่าถูกคุกคามยิ่งขึ้น และเริ่มดำเนินการคุกคามเหล่าเครื่องจักรกลับ เช่น ปฏิเสธการนำเข้าสินค้าจาก 01 ไม่ยอมให้ 01 เข้าเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ จนในที่สุดก็ถึงกับประกาศสงครามอย่างเป็นทางการกับ 01 และดำเนินปฏิบัติการณ์ "ดาร์ก สตอร์ม"(Dark Storm) ซึ่งเป็นการสร้างควันดำขึ้นมาบดบังแสงอาทิตย์จากท้องฟ้า เนื่องจากมนุษย์เชื่อว่าหากปิดกั้นไม่ให้เครื่องจักรได้รับพลังงานจากแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานหลักที่เครื่องจักรใช้มาตลอด จะทำให้พวกตนสามารถกำจัดเครื่องจักรได้โดยง่าย

- ยุทธการ Dark Storm ปิดท้องฟ้า ปิดกั้นแสงอาทิตย์ -

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะสูญเสียแหล่งพลังงานหลัก กองทัพเครื่องจักรก็ยังมีอำนาจการทำลายล้างมหาศาล และสามารถเอาชนะกองทัพมนุษย์ได้อย่างง่ายดาย ต่อมาไม่นาน มนุษย์ส่วนใหญ่ก็เป็นฝ่ายยอมจำนน (มีส่วนน้อยที่หลบหนีไปอยู่ใต้ดิน ซึ่งจะกลายเป็น ชุมชนที่ชื่อ "ไซออน"ในภายหลัง) และหุ่นยนต์ก็ใช้ร่างกายของมนุษย์เป็นแหล่งกำเนิดพลังงานแหล่งใหม่ พร้อมกับพัฒนาระบบโลกเสมือนจริงขึ้นเพื่อ "หลอก" ให้มนุษย์เชื่อว่าชีวิตของตนยังเป็นปกติสุข แม้ว่าตามที่จริงแล้วพวกตนจะถูกทำให้หลับใหลไม่ได้สติเพื่อให้สะดวกต่อการสร้างพลังงานหล่อเลี้ยงเครื่องจักรใน 01 ที่สร้างขึ้นใหม่ นำไปสู่จุดกำเนิดของระบบ Matrix 1.0 หรือ เมทริกซ์ยุคแรก ขึ้นนั้นเอง (* เมทริกซ์ภาพยนตร์ไตรภาค เป็น Matrix 3.0 จะอธิบายรายละเอียดในบทความต่อๆไป :)

ภาษาที่ใช้ใน The Second Renaissance มีหลายตอนที่เป็นการอ้างถึง Biblical Allusion หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นการจงใจล้อเลียนพระคริสตธรรมคัมภีร์ (Biblical parody) โดยเฉพาะพระธรรมปฐมกาล (Genesis) ตัวอย่างเช่น "In the beginning, there was Man, and for a time, it was good." หรือ "And man said, 'Let there be light,' and he was blast by light." อีกทั้งยังมีการใช้สัญลักษณ์บางประการที่มีบทบาทสำคัญในพระธรรมปฐมกาล เช่น ผลแอปเปิล ซึ่งมักเป็นตัวแทนของ "ผลของต้นไม้แห่งความสำนึกรู้ดีรู้ชั่ว" ที่พระผู้เป็นเจ้าทรงปลูกไว้ในใจกลางของสวนอีเดนและทรงสั่งห้ามมิให้มนุษย์ที่ทรงสร้างไปเด็ดมาทาน แต่มนุษย์ก็ละเมิดคำสั่งของพระองค์ และกลายเป็นการทำบาปครั้งแรกหรือ "บาปกำเนิด" ไปในที่สุด การใช้ภาษาและสัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงกับพระคัมภีร์อย่างเห็นได้ชัดเป็นการบ่งบอกโดยนัยให้ทราบว่า เหตุการณ์ในการ์ตูนสองตอนนี้มีบทบาทเช่นเดียวกับเหตุการณ์ช่วงแรกๆ ของพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเก่า นั่นคือนำเสนอว่ามนุษย์ทำความผิดบาปอย่างไรในอดีต จึงต้องชดใช้บาปในปัจจุบัน

ในการที่จะวิเคราะห์ประเด็นเรื่อง "บาป" ที่เกิดขึ้นใน The Second Renaissance คงจะเป็นการดีที่จะทำความเข้าใจแนวคิดสำคัญเกี่ยวกับ "บาปกำเนิด" ตามทัศนะของคริสต์ศาสนาเสียก่อน บาปกำเนิดหรือบาปที่เกิดขึ้นครั้งแรกสุดในประวัติศาสตร์มนุษย์มีชื่อเรียกในภาษาละตินว่า "Superbia" หรือก็คือ "Pride" ในภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นหนึ่งใน "บาปหนักเจ็ดประการ" (Seven Deadly Sins) ที่พระสันตะปาปากริกอรีที่ 1 (Pope Gregory I) ทรงกำหนด และต่อมา นักบุญธอมัส อไควนาส (St. Thomas Aquinas) ก็นำมาเรียบเรียงและปรับปรุงใหม่ นักบุญธอมัส อไควนาส ให้คำจำกัดความเกี่ยวกับบาป "Pride" ไว้ในหนังสือ Summa Theologicae (1265-1274) ที่ตนเขียนขึ้นว่าเป็น "ความรักและลุ่มหลงในตนเองอย่างเกินขอบเขต" และยังหมายรวมถึงการกระทำใดๆ ก็ตามที่แสดงว่า "ไม่ยอมอยู่ภายใต้อำนาจของพระผู้เป็นเจ้าและกฎเกณฑ์ที่พระองค์ทรงวางไว้" ด้วยเหตุที่กฎเกณฑ์และคำสั่งสอนของพระผู้เป็นเจ้านั้นถือเป็นหลักสำคัญในการเป็นศาสนิกชนที่ดี การกระทำใดๆ ที่ขัดกับกฎและคำสอนของพระองค์จึงเท่ากับเป็นการทำบาป "Pride" ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า "Pride" ก็คือ "บาปกำเนิด" หรือรากเหง้าของบาปทั้งมวล การกระทำบาป "Pride" ที่สำคัญในพระคริสตธรรมคัมภีร์มีอยู่ด้วยกันสองครั้ง เหตุการณ์ครั้งแรกคือการก่อกบฏของทูตสวรรค์ลูซิเฟอร์ที่มีบันทึกไว้ในพระธรรมอิสยาห์ (Isaiah) ลูซิเฟอร์เป็นทูตสวรรค์ตนแรกที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้น และกล่าวกันว่ามีพลังอำนาจเป็นรองเพียงพระองค์ แต่ลูซิเฟอร์ไม่พอใจในการตัดสินพระทัยหลายประการของพระเจ้า ทั้งยังไม่พอใจที่ต้องมารับใช้พระองค์ เขาจึงรวบรวมไพร่พลก่อกบฏในสวรรค์และประกาศว่าจะขึ้นมามีอำนาจเหนือพระเจ้า (อิสยาห์ 14:13-14) ผลที่เกิดขึ้นคือฝ่ายของลูซิเฟอร์พ่ายแพ้และถูกขับออกจากสวรรค์ และลูซิเฟอร์ก็โดนขนานนามว่าเป็น "ซาตาน" (Satan) หรือผู้ต่อต้านพระเจ้า เหตุการณ์อีกครั้งเกิดขึ้นในช่วงต้นของพระธรรมปฐมกาล เมื่องู (บางตำนานว่ากันว่าเป็นสมุนของลูซิเฟอร์ บ้างก็ว่าเป็นร่างแปลงของเขา) ล่อลวงให้อีฟหรือมนุษย์ผู้หญิงที่พระเจ้าสร้างขึ้นในสวนอีเดนฝ่าฝืนคำสั่งของพระองค์ด้วยการรับประทานผลไม้ต้องห้าม โดยงูกล่าวว่าผลไม้ที่กินเข้าไปจะไม่ทำให้ตาย แต่จะทำให้เป็นเหมือนกับพระเจ้า นั่นคือรู้สำนึกว่าดีและชั่วเป็นอย่างไร (ปฐมกาล 3:4-5) เมื่อพระเจ้าทรงทราบว่ามนุษย์ทั้งคู่ได้ทานผลไม้ต้องห้ามและมีสำนึกรู้ดีรู้ชั่วแล้ว พระองค์ก็ทรงขับไล่พวกเขาออกจากสวนอีเดนและลงโทษพวกเขาต่างๆ นานา เมื่อพิจารณาเหตุการณ์ทั้งสองเหตุการณ์เปรียบเทียบกัน จะเห็นได้ว่าบาป "Pride" ที่เกิดขึ้นทั้งสองครั้งมีลักษณะเหมือนกัน คือเป็นการที่ "สิ่งที่ถูกสร้าง" (Creation) ปฏิเสธที่จะเชื่อฟัง "ผู้สร้าง" (Creator) และปรารถนาที่จะอยู่ในระดับเดียวกับผู้สร้าง

- การถูกจองจำในเมทริกซ์ คือ ผลแห่งบาป! ที่มนุษย์ต้องชดใช้ไปตลอดกาล -

ในตอนต้นของ The Second Renaissance มนุษย์ถูกนำเสนอในฐานะเดียวกับพระเจ้า มิใช่เพียงเพราะบทบรรยายที่จงใจล้อเลียนพระธรรมปฐมกาล แต่ยังเป็นเพราะมนุษย์กลายมาเป็น "ผู้สร้าง" เช่นเดียวกับพระเจ้า ส่วน "สิ่งที่ถูกสร้าง" กลุ่มใหม่ก็คือเครื่องจักรและหุ่นยนต์นั่นเอง แม้ว่าจะมีการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ทำให้เครื่องจักรและหุ่นยนต์สามารถคิดและรู้สึกได้เช่นเดียวกับมนุษย์ แต่มนุษย์ก็ยังคงมองว่าหุ่นยนต์เป็นทาสรับใช้ที่มีสถานะต่ำกว่าพวกตนดังเช่นในอดีต คำว่า "Robot" ที่แปลว่าหุ่นยนต์ในภาษาอังกฤษก็มีที่มาจากภาษาเช็ก (Czech) ว่า "Robota" ที่แปลว่า "ทาส" ดังนี้แสดงให้เห็นว่าไม่ว่าอย่างไร หุ่นยนต์และเครื่องจักรก็เป็นเพียง "ทาส" สำหรับมนุษย์เสมอ เพราะฉะนั้น การกระทำใดๆ ที่แสดงให้เห็นว่าพวกเครื่องจักร ซึ่งมีฐานะเป็นเพียง "ทาส" และ "สิ่งที่ถูกสร้าง" พยายามทำตัวตีเสมอหรืออยู่เหนือกว่า "นาย" หรือ "ผู้สร้าง" อย่างมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างวิทยาการที่เหนือกว่ามนุษย์ การลงมือทำร้ายมนุษย์ และการเรียกร้องขอให้ยกระดับชาติของพวกตนให้เท่าเทียมกับมนุษย์ (ในฐานะหนึ่งในประเทศสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ) จึงอาจจัดได้ว่าเป็นการทำบาป "Pride" นั่นเอง (ชื่อหรือรหัส "B1-66ER" ของหุ่นยนต์ตัวแรกที่เป็นชนวนความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักรก็เป็นการสื่อนัยยะของบาป "Pride" ทั้งนี้เพราะชื่อหรือรหัสดังกล่าวดูใกล้เคียงกับคำภาษาอังกฤษว่า "BIGGER" ที่แปลว่า "ใหญ่กว่า" ซึ่ง "Pride" นั้นก็หมายถึงการที่สิ่งที่ถูกสร้างพยายามทำตัวให้ "ใหญ่กว่า" ผู้สร้างนั่นเอง)

- เครื่องจักร-หุ่น AI ทำงานรับใช้มนุษย์ -

อย่างไรก็ดี แม้ว่ามนุษย์จะมองว่าเครื่องจักรเป็นฝ่ายเหิมเกริมที่กระทำบาป "Pride" และสมควรถูกลงโทษโดย "ผู้สร้าง" เช่นพวกตน แต่มนุษย์เองก็หลงลืมไปเช่นกันว่าพวกตนก็อยู่ในฐานะ "สิ่งสร้าง" ของ "ผู้สร้าง" ที่มีอำนาจสูงสุดเช่นพระผู้เป็นเจ้า การที่มนุษย์ถือวิสาสะว่ามีสิทธิ์เด็ดขาดสูงสุดในการกำหนดชีวิตของสรรพสิ่ง ทั้งยังทำลายท้องฟ้าให้มีแต่ควันดำเพื่อบดบังแสงอาทิตย์ ซึ่งไม่เพียงเป็นสิ่งสร้างของพระเจ้า แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แทนพระเนตรและพระอำนาจอันไร้ที่สิ้นสุดของพระองค์ จึงเท่ากับว่ามนุษย์เองก็กระทำบาป "Pride" ด้วยการลบหลู่พระเจ้าที่แท้จริงและทำตนเสมือนเป็นพระเจ้าเสียเอง การต้องตกเป็นเชลย และในภายหลังก็กลายเป็นแหล่งพลังงานให้กับเครื่องจักรที่พวกตนสร้างขึ้น จึงเป็นโทษทัณฑ์อันสาสมสำหรับมนุษย์

- สงครามมนุษย์ VS เครื่องจักร -

กระนั้น แม้พวกเครื่องจักรจะไม่ได้เป็นฝ่ายประกาศสงครามก่อน แต่การลงมือทำร้าย "ผู้สร้าง" อย่างมนุษย์จนต้องสูญสิ้นอารยธรรมและสิทธิในการดำรงชีวิตอย่างเป็นอิสระ ก็เป็นบาป "Pride" ที่ทำให้เครื่องจักรต้องถูกลงโทษด้วยการมีชีวิตในฐานะผู้คอยอุปถัมภ์และอภิบาลชีวิตของมนุษย์ที่เป็นแหล่งพลังงานของพวกตนไปตลอดกาล หรือจนกว่าจะสามารถหาแหล่งพลังงานใหม่ได้ ด้วยเหตุนี้ ความผิดบาปและผลของบาปจึงตกแก่ทั้งมนุษย์และเครื่องจักร จนต้องรอให้มี "เดอะ วัน" มาช่วยไถ่บาปให้ในภายหลัง สมกับที่เสียงบรรยายประกอบเอกสารหมายเลข 12-1 กล่าวว่า "ขอความเมตตาจงมีแก่ทั้งมนุษย์และเครื่องจักร สำหรับบาปที่พวกเขาได้กระทำลงไป" (May there be mercy on Man and Machine for their sins.)